พระหางหมาก​(หางพลู)​ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เเคล้วคราดปลอดภัย ค้าขายรํ่ารวย เมตามหานิยม

0.00 ฿

แบ่งกันชมครับ

รายละเอียด

พระหางหมาก​(หางพลู)​
#ประวัติความเป็นมาของพระหางหมาก
หลวงพี่ประทีป หลวงพี่บัญชา อาตมา(หลวงพ่อวิรัช​วัดธรรมยาน) ปรึกษากันสร้างพระหางหมาก
เพราะคนมารอพระคำข้าวต้องรอออกพรรษา (รอหลวงพ่อเสกข้าวในพรรษา ๓ เดือน)
จึงปรึกษากับหลวงพ่ออนันต์ ท่านเห็นดีด้วย จึงให้ท่านกราบเรียนถามหลวงพ่อเลย
.
หลวงพ่อเห็นดีด้วยเรื่องสร้างพระหางหมาก ก็ถามอาตมาว่า จะเอาแบบไหนดี
ตอบว่าเอาพิมพ์สมเด็จโต (สมเด็จ ๓ ชั้น) หลวงพ่อว่า ” ดี ให้เอาสีชมพู จะได้เข้ากับสีจีวร”
.
ขณะหลวงพ่อนั่งรับแขก หลวงพ่อเรียกอาตมาเข้าพบ พูดว่า
“พระหางหมากเปลี่ยนเป็นพระยืน ๓๐ ศอกดีไหม?” ก็ตอบว่า “ดีครับ”
.
“แต่ให้ท่านนั่งลงนะ” ตอบว่า “ครับ”
.
อาตมาก็มานั่งคิดว่า แล้วท่านอุ้มบาตรอยู่จะทำอย่างไร ? พอหลวงพ่อเลิกรับแขก
ลุกขึ้นยืนจะไปเข้าห้องน้ำ อาตมาก็เข้าไปถามหลวงพ่อว่า
.
“หลวงพ่อครับ หลวงพ่อจะให้ทำพระหางหมากพิมพ์พระยืน ๓๐ ศอก แต่ให้ท่านนั่งลง
แต่ท่านอุ้มบาตรอยู่ จะทำไงครับ ต้องให้ท่านอุ้มบาตรด้วยหรือเปล่าขอรับ? ”
.
ไม้เท้าลอยมา โป๊ก! มึนเลย ท่านยืนหัวเราะ บอกว่า
.
“แกจะโง่ให้ท่านอุ้มบาตรอยู่ทำไม ก็เอาบาตรออกซิ”
.
ก็นึกขึ้นได้ว่า ที่หลวงพ่ออนุญาตให้สร้างแบบสมเด็จโต เพื่อรักษากำลังใจลูกศิษย์ (พวกเรา)
จึงคล้อยตามไปก่อน จึงนึกย้อนไปได้ว่า เคยมีคนมาถามหลวงพ่อว่า
.
“ทำไมหลวงพ่อไม่สร้างพระขี่ครุฑ ขี่ไก่ แบบหลวงพ่อปานบ้าง ?”
หลวงพ่อเลยตอบว่า “สร้างไม่ได้หรอก เป็นการตีเสมอครูบาอาจารย์ เป็นการไม่สมควร”
.
นี่หลวงพ่อก็เคารพสมเด็จโตเป็นครูบาอาจารย์เช่นเดียวกัน เพราะว่าการสร้างพระคำข้าว
หลวงพ่อก็ให้สร้างแบบจำลองพระประธานในวิหาร ๑๐๐ เมตร ซึ่งเป็นพระคำข้าวองค์แรกของวัดท่าซุง
.
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า หลวงพ่อให้เราเอาแบบพระพุทธรูปในวัดท่าซุงเป็นแบบ ไม่ต้องเลียนแบบที่อื่นเขาด้วย
หลังจากพิธีพุทธาภิเษกที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร “หลวงพ่อ” เมตตาเล่าให้ฟังว่า
.
“สมเด็จองค์ปัจจุบันเสด็จมาเป็นประธานเอง ระหว่างปลุกเสกมองไปเห็นสมเด็จหางหมาก
แต่ละองค์เปล่งแสงสว่างจ้ายิ่งกว่าดวงไฟ ๑๐๐ แรงเทียนซะอีก…”
#อานุภาพพระหางหมาก
“. … และก็พระที่ทำคราวนี้นะ บอกอานิสงส์ไว้ก่อนนะ ตามคำหนังสืออธิบายหนะมีอยู่แล้ว ให้ทุกคนปฏิบัติตามหนังสือที่อธิบายไว้ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ยังไม่อธิบาย คือว่าเมื่อเช้ามืด เวลาตีห้า พระพุทธเจ้าบอกว่า #การปลุกเสกพระคราวนี้เรื่องรังสีต่างๆไม่ต้องวิตกกังวล ท่านทำภาพให้ดู ว่าคนที่มีพระอยู่แล้ว #รังสีเข้ามากลุ้มเข้ามาห่างประมาณ4เมตรจะถอยกลับทันที ถ้างั้นก็ทุกคนไปรับจ้างรบที่อิรัคได้นะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องใช้หน้ากากกันแก๊ซพิษคุณหมอ ไม่ต้องใช้ยา….
… ความจริงพระทั้งสองอย่างนี่ทำได้ยาก สำหรับพระหางพลูนี่ ก็ใช้เสกหางพลูกันมาเป็นปี หางพลูเวลาฉันครั้งหนึ่งก็เสกครั้งหนึ่ง ทั้งพระคำข้าว พระคำข้าวนี่ต้องเสกข้าวถึงสามเดือน แล้วจึงเข้าพิธีพุทธาภิเษก สำหรับพระคำข้าวเวลานี้ไม่เหลือแล้ว ลองทำดูแสนองค์ คิดว่าแสนองค์จะหมดซักห้าปี เอาจริงๆจังไม่เต็มเดือนหมดไปแล้ว สำหรับพระหางพลูนี่มีอยู่ประมาณหกแสนองค์กว่าๆ หกแสนองค์กว่านี่ก็ลงทุนไม่น้อย บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ด้วยเจตนาของพระพุทธเจ้าท่าน ที่พระทำยาก ยากมาก เพราะต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ว่าตั้งราคาไว้น้อย ก็เพื่อเป็นการสงเคราะห์บรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลายตามวัดต่างๆ หากว่าท่านจะรับไปในราคาองค์ละ 10 บาท ท่านอาจจะให้ญาติโยมพุทธบริษัทใกล้ๆวัดนั้นไปทำบุญองค์ละ 30 บาท 50 บาทก็ทำได้ มีความประสงค์อย่างนั้น ถ้าจริงๆแล้วพระแบบนี้เค้าไม่จำหน่ายสิบบาทยี่สิบบาทหนะ มันต้องร้อยบาทขึ้นไป รวมความว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระหางพลูกับพระคำข้าว ทุกอย่างมีผลคล้ายคลึงกัน แต่ทว่าพระหางพลูค่อนข้างจะไปทางด้านบู๊มากกว่า งั้นห้อยไว้ทั้งสององค์หนะดี พระคำข้าวไปหาลาภ ลาภมาก #พระหางพลูนี่ก็ลาภมากแต่ว่าหนักไปทางต่อสู้ #นั่นก็หมายความว่าถ้าเค้าลือว่ารังสีหรือวัตถุเคมีอาวุธเคมี​ #มีที่ไหนถ้ามีพระหางพลูติดไปท่านจะไม่มีอันตรายจากวัตถุเคมีอันนั้น… ”
ถอดคำพูดขององค์หลวงพ่อในคราวปลุกเสกพระหางหมาก 24 สิงหาคม 2533
หมายเหตุ พระคำข้าวหนึ่งแสนองค์ในที่นี้ หมายถึง พระคำข้าวรุ่น1 ซึ่งสร้างจำนวน 1 แสนองค์